วิธีปลูกมะเขือเทศง่าย ๆ ตั้งแต่การเพาะเมล็ดจนถึงวันเก็บเกี่ยว แบบเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากลองปลูกมะเขือเทศไว้รับประทานเองที่บ้าน
การปลูกมะเขือเทศไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด แม้จะเป็นมือใหม่ก็สามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ เพียงรู้วิธีเพาะเมล็ด การดูแลต้น และการให้น้ำอย่างเหมาะสม ก็มีโอกาสได้เก็บมะเขือเทศสด ๆ จากสวนของตัวเอง วันนี้จะพาไปรู้จักขั้นตอนการปลูกมะเขือเทศตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันเก็บเกี่ยวแบบเข้าใจง่าย ทำตามได้จริง เหมาะสำหรับคนที่อยากเริ่มปลูกผักกินเองที่บ้าน
สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มปลูกมะเขือเทศ
1. เมล็ดพันธุ์
มะเขือเทศมีสายพันธุ์ให้เลือกหลากหลาย จนอาจทำให้หลายคนไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากพันธุ์ไหนดี วิธีง่ายที่สุดคือเริ่มจากกำหนดก่อนว่าอยากปลูกเพื่ออะไร เช่น มะเขือเทศเชอร์รีลูกเล็กสำหรับกินเล่นหรือใส่สลัด มะเขือเทศสำหรับสไลซ์กินสดในแซนด์วิชหรือสลัดจานใหญ่ หรือมะเขือเทศสำหรับทำซอสและเพสต์ที่มีเนื้อแน่น เหมาะกับการนำไปเคี่ยว
หลังจากนั้นควรพิจารณาขนาดของต้นเมื่อโตเต็มที่ เพราะมีผลต่อพื้นที่ปลูกและวิธีดูแลโดยตรง มะเขือเทศพันธุ์พุ่มมักสูงประมาณ 3 ฟุต ดูแลง่าย เหมาะสำหรับปลูกในกระถางหรือพื้นที่จำกัด นอกจากนี้ควรเลือกพันธุ์ที่มีความต้านทานโรค เนื่องจากมะเขือเทศมีโอกาสเกิดโรคได้หลายชนิด ซึ่งมักแตกต่างกันไปตามสภาพอากาศและพื้นที่ปลูก
2. ดินเพาะปลูก
แม้จะเรียกว่าดินเพาะปลูก แต่ในความเป็นจริงแล้ววัสดุเพาะเมล็ดที่ดีมักแทบไม่มีดินจริงผสมอยู่เลย โดยแนะนำให้เลือกใช้วัสดุเพาะแบบปลอดเชื้อ หรือสูตรไร้ดิน (Soilless mix) ที่ระบุชัดว่าใช้สำหรับการเพาะเมล็ดโดยเฉพาะ เพราะมีเนื้อโปร่ง ระบายน้ำได้ดี และช่วยลดโอกาสเกิดโรคในระยะต้นกล้า
แนะนำว่าไม่ควรนำดินจากสวนมาใช้เพาะเมล็ดโดยตรง เนื่องจากมักอุ้มน้ำมากเกินไป ระบายน้ำไม่ดี และอาจมีเชื้อโรคหรือแมลงปะปนอยู่ ซึ่งอาจทำให้เมล็ดเน่าหรือกล้าอ่อนเติบโตได้ไม่สมบูรณ์
3. กระถางปลูก
มะเขือเทศสามารถเพาะเมล็ดได้ในภาชนะหลากหลายรูปแบบ ขอเพียงมีรูระบายน้ำที่ก้นภาชนะเพื่อป้องกันน้ำขัง ซึ่งอาจทำให้รากเน่าได้ จะเลือกใช้กระถางทั่วไป หรือภาชนะสำหรับเพาะเมล็ดที่ออกแบบมาโดยเฉพาะก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้ ควรเลือกขนาดให้เหมาะสมและสะดวกต่อการย้ายต้นกล้าในภายหลัง
วิธีเพาะเมล็ดมะเขือเทศ
- ทำวัสดุเพาะหรือดินให้ชื้นอย่างทั่วถึงก่อนเริ่มปลูก
- เติมดินลงในกระถาง โดยเว้นขอบด้านบนประมาณ ½ นิ้ว แล้วกดดินให้แน่นพอประมาณ ไม่อัดแน่นเกินไป
- หยอดเมล็ดมะเขือเทศ 2-3 เมล็ดต่อกระถาง
- กลบเมล็ดด้วยดินบาง ๆ ประมาณ ¼ นิ้ว และกดเบา ๆ ให้เมล็ดสัมผัสดิน
- รดน้ำด้วยสเปรย์หรือบัวรดน้ำ ให้หน้าดินชื้นแต่ไม่แฉะ
- วางกระถางไว้ในที่ที่อุณหภูมิประมาณ 20-30 องศาเซลเซียส
- รักษาความชื้นของดินให้สม่ำเสมอ ชื้นแต่ไม่เปียกเกินไป
- เมื่อต้นอ่อนเริ่มงอกให้ย้ายไปไว้ในที่มีแสงมากขึ้น เช่น ริมหน้าต่างหรือกลางแจ้ง และหลีกเลี่ยงแดดจัดช่วงบ่าย
วิธีดูแลต้นกล้ามะเขือเทศ
ดูแลให้ดินชื้นอยู่เสมอแต่ไม่ถึงกับแฉะ ดินที่แห้งจะมีสีอ่อนกว่าดินที่ชื้น เป็นสัญญาณว่าได้เวลารดน้ำแล้ว อาจเปิดพัดลมเบา ๆ ในห้องที่เพาะต้นกล้าเพื่อให้อากาศถ่ายเท เพราะการระบายอากาศที่ดีจะช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาที่ทำให้ต้นอ่อนเน่าและล้มได้
ถ้าปลูกริมหน้าต่าง ควรหมุนกระถางทุกวันเพื่อให้ต้นโตตรง ไม่เอนเข้าหาแสงด้านเดียว แต่ถ้าปลูกใต้ไฟ ให้ ปรับยกไฟขึ้นเรื่อย ๆ ตามความสูงของต้น โดยคงระยะให้ไฟอยู่ห่างยอดกล้าเพียงไม่กี่นิ้ว
การถอนแยกให้เหลือ 1 ต้น
เพื่อให้มะเขือเทศเติบโตได้แข็งแรง ควรเหลือต้นกล้าเพียง 1 ต้นต่อกระถาง แม้อาจรู้สึกเสียดายเพราะดูแลมาตั้งแต่เป็นเมล็ด แต่การลดจำนวนต้นจะช่วยให้ต้นที่เหลือได้รับสารอาหารและพื้นที่เติบโตอย่างเต็มที่ วิธีที่แนะนำคือเลือกต้นที่สมบูรณ์ที่สุด แล้วใช้กรรไกรตัดต้นอื่น ๆ ทิ้งบริเวณระดับผิวดิน เพื่อป้องกันรากของต้นหลักเสียหาย
การใส่ปุ๋ย
เมื่อมะเขือเทศเริ่มมีใบจริงชุดที่สอง จึงค่อยเริ่มใส่ปุ๋ยได้ โดยใบ 2 ใบแรกที่งอกขึ้นมาเรียกว่า “ใบเลี้ยง” ส่วนใบที่ออกตามมาหลังจากนั้นจึงเรียกว่า “ใบจริง” แนะนำให้ใส่ปุ๋ยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เลือกใช้ปุ๋ยชนิดละลายน้ำ และผสมให้เจือจางประมาณครึ่งหนึ่งของอัตราที่ระบุบนฉลาก เพื่อป้องกันต้นอ่อนได้รับปุ๋ยเข้มข้นเกินไป
การย้ายกระถาง
เมื่อมะเขือเทศเริ่มเติบโตและมีขนาดใหญ่ขึ้นจนดูคับกระถาง ควรย้ายไปปลูกในภาชนะที่ใหญ่ขึ้นหรือย้ายลงแปลงปลูก เพื่อให้รากมีพื้นที่ขยายตัวได้อย่างเต็มที่ ไม่ควรปล่อยให้รากแน่นจนเต็มกระถาง เพราะอาจทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโตและโตได้ไม่เต็มที่
การปลูกมะเขือเทศไม่เพียงช่วยให้ได้ผักสดปลอดภัยไว้กินเอง แต่ยังเป็นกิจกรรมที่สร้างความสุขตั้งแต่วันเพาะเมล็ดจนถึงวันเก็บเกี่ยว เพียงดูแลอย่างสม่ำเสมอ มือใหม่ก็สามารถปลูกให้ได้ผลดีไม่ยาก ลองเริ่มปลูกสักต้นแล้วคุณอาจหลงรักการปลูกผักที่บ้านมากกว่าที่คิด





