10 ผงล้างเครื่องซักผ้า ยี่ห้อไหนดี ปี 2026 ช่วยสลายคราบตะกรัน แบคทีเรีย และกลิ่นอับสะสมในถังซัก ให้เครื่องซักผ้าสะอาดเหมือนใหม่ ผ้าหอมสดชื่นไม่มีคราบดำติด
หลายคนเข้าใจว่า
เครื่องซักผ้า ตาม
บ้านที่ใช้งานทุกวันคงสะอาดอยู่แล้ว เพราะมีทั้งน้ำ ผงซักฟอก และน้ำยาซักผ้าหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา แต่ความจริงแล้ว ภายในถังซักยังมีคราบผงซักฟอก คราบน้ำยาปรับผ้านุ่ม เส้นใยผ้า รวมถึงเชื้อราและแบคทีเรียที่สะสมอยู่ตามซอกต่าง ๆ ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หากปล่อยไว้นานอาจทำให้ผ้ามีกลิ่นอับ ซักไม่สะอาด หรือเกิดคราบดำติดเสื้อผ้าได้ วิธีดูแลที่ง่ายที่สุดก็คือ
ล้างเครื่องซักผ้าเป็นประจำ โดยใช้ผงล้างเครื่องซักผ้าหรือผลิตภัณฑ์สำหรับล้างถังซักโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันมีหลายสูตรให้เลือก ทั้งแบบสำหรับเครื่องฝาบน เครื่องฝาหน้า รวมถึงสูตรที่ช่วยขจัดคราบตะกรัน เชื้อรา และกลิ่นอับได้ในขั้นตอนเดียว วันนี้เราจึงรวบรวมวิธีเลือกผงล้างเครื่องซักผ้า พร้อมแนะนำ 10 ผงล้างเครื่องซักผ้า ยี่ห้อไหนดี ปี 2026 มาไว้ให้เลือกกัน
ผงล้างเครื่องซักผ้าคืออะไร ? ทำไมต้องใช้ ?
ถ้าจะให้อธิบายง่าย ๆ ผงล้างเครื่องซักผ้า ก็คือผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำความสะอาดภายในถังซักและท่อระบายน้ำโดยเฉพาะ ส่วนประกอบหลัก ๆ มักจะมี โซเดียมเมตาซิลิเกต (Sodium metasilicate) ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง ช่วยแยกพวกสิ่งสกปรกและคราบตะกรันฝังแน่นให้หลุดออกจากตัวถัง แถมยังมีสารฟอกขาวที่ช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ และมีสารลดแรงตึงผิวอย่าง โซเดียมลอริลซัลเฟต (Sodium Lauryl Sulfate) ที่ช่วยให้สารทำความสะอาดซึมเข้าสลายคราบโปรตีนและสิ่งสกปรกได้อย่างรวดเร็ว
ประโยชน์เน้น ๆ ของการใช้ผงล้างเครื่องซักผ้า
- ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์: กำจัดคราบตะกรันและเชื้อรา ต้นเหตุของกลิ่นอับชื้น
- ลดการระคายเคืองผิว: ป้องกันไม่ให้เศษเชื้อราดำ ๆ มาติดเสื้อผ้า ซึ่งอาจทำให้ผิวแพ้ง่ายเกิดผื่นคัน
- ยืดอายุเครื่องซักผ้า: ช่วยให้ระบบไหลเวียนน้ำและตัวทำความร้อนทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่ต้องซ่อมบ่อย
วิธีการเลือกผงล้างเครื่องซักผ้าให้ตอบโจทย์
ก่อนจะกดสั่งซื้อ ลองมาดูทริกง่าย ๆ ในการเลือกให้เหมาะกับบ้านเรากันก่อน ดังนี้
1. ดูประเภทเครื่องซักผ้า: เครื่องฝาบน (ระบบจานหมุน) และเครื่องฝาหน้า (ระบบถังแนวนอน) มีกลไกที่ต่างกัน ผงล้างบางแบรนด์อาจจะระบุเจาะจงประเภท หรือบางแบรนด์ก็ใจดีออกแบบสูตร All-in-one ที่ใช้ได้กับทุกถัง ควรอ่านฉลากให้ดีก่อนนะ
2. เลือกสูตรตามปัญหาที่เจอ:
- เน้นฆ่าเชื้อโรค/ฝุ่นสะสม: เลือกสูตรที่มีส่วนผสมของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ที่เน้นฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้สูงถึง 99%
- เน้นลดคราบผงซักฟอก/ตะกรัน: เลือกสูตรที่มีส่วนผสมของโซเดียมไบคาร์บอเนต หรือสูตรสลายตะกรันโดยเฉพาะ
3. ความสะดวกในการใช้งาน: ปัจจุบันมีทั้ง แบบต้องละลายน้ำก่อน (ช่วยให้สารกระจายตัวทั่วถึงและปรับความเข้มข้นได้) และ แบบใช้งานได้ทันที (เทลงถังแล้วกดซักได้เลย ประหยัดเวลา) ใครชอบความง่ายแนะนำแบบหลังได้เลย
4. ความอเนกประสงค์และการตกค้าง: บางยี่ห้อใช้ส่วนผสมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือใช้กรดคาร์บอนิก ทำให้สามารถนำไปละลายน้ำเพื่อล้างคราบชา กาแฟ หรือทะลวงท่อน้ำทิ้งได้ด้วย และที่สำคัญควรเลือกตัวที่ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างที่เป็นอันต่ายต่อผิวหนัง
ป้ายยา 10 ผงล้างเครื่องซักผ้า ยี่ห้อเด็ดปี 2026
1. Bosch Descaler for Washing Machine & Dishwashers (รุ่น 00312524)
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Bosch Home
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดคราบตะกรันส่งตรงจากประเทศเยอรมัน ผ่านการทดสอบโดยโรงงานของ Bosch โดยตรง จุดเด่นคือเป็นผงขจัดคราบตะกรันสูตรเข้มข้นที่สามารถใช้ได้ทั้งกับเครื่องซักผ้าฝาหน้า (ใช้กับโปรแกรมอุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส) และเครื่องล้างจาน ช่วยลดการสะสมของคราบผงซักฟอก คราบหินปูน และป้องกันเครื่องเสื่อมสภาพได้อย่างปลอดภัย มาในปริมาณบรรจุ 250 กรัม ซึ่งพอดีสำหรับการใช้งาน 1 ครั้ง แนะนำให้ใช้เป็นประจำทุก ๆ 6 เดือนเพื่อยืดอายุการใช้งานเครื่อง
2. Agate ผงล้างถังเครื่องซักผ้า สูตรไม่ต้องแช่น้ำ
ภาพจาก : Shopee Agate Cleaning Care shop
ผงทำความสะอาดเครื่องซักผ้านวัตกรรมเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น จุดเด่นอยู่ตรงที่เป็นสูตรแอคทีฟเอ็นไซม์ (Active Enzyme) และออกซิเจนที่ช่วยสลายคราบสกปรกฝังแน่นได้ล้ำลึกโดยไม่ต้องแช่น้ำและไม่ต้องใช้น้ำร้อนให้เปลืองไฟ มีคุณสมบัติเด่นในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียสูงถึง 99% สามารถละลายน้ำและล้างออกได้ง่ายดายโดยไม่ทิ้งจุดบอด ผลิตภัณฑ์นี้ใช้งานง่ายและสะดวกมาก เหมาะสำหรับเครื่องซักผ้าทุกประเภททั้งฝาหน้าและฝาบน
3. GRAREY ผงทำความสะอาดถังซัก (สูตร Active Oxygen)
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก GrareyThailand
ผงล้างถังซักสูตรอ่อนโยนที่ไม่กัดกร่อนและไม่ทำลายชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้า ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก SGS และ CTI ตัวผลิตภัณฑ์โดดเด่นด้วยพลังแอคทีฟออกซิเจนเข้มข้นที่ประสิทธิภาพเทียบเท่าเม็ดฟู่มากกว่า 5 เม็ด สามารถกำจัดแบคทีเรีย เชื้อรา และไรผ้าที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังได้ถึง 99% ใน 1 กล่องจะมีให้ถึง 2 สูตร คือสูตรฟองทำความสะอาด (ซองน้ำสีฟ้า) และสูตรกลิ่นหอมบลูโอเชียน เหมาะสำหรับบ้านที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือคนเป็นภูมิแพ้ ใช้ได้กับถังซักทุกประเภทโดยไม่ต้องแช่น้ำ
4. MORFUNZ ผงล้างถังเครื่องซักผ้าขจัดตะกรัน
ภาพจาก : Shopee JASMEEN KING
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของออกซิเจนกำลังสูงถึง 7.2% มีคุณสมบัติโดดเด่นในการขจัดตะกรันอย่างรุนแรงและดับกลิ่นอับได้อย่างสดชื่นลึกถึงภายใน ตัวผงสามารถละลายในน้ำสะอาดได้หมดจด ไร้สารตกค้าง และมีอัตราการฆ่าเชื้อโรคสูงถึง 99.9% สูตรนี้มีความอ่อนโยน ไม่กัดกร่อนชิ้นส่วนโลหะ ช่วยให้เครื่องซักผ้าทำงานได้ดีขึ้นและส่งผลให้เสื้อผ้านุ่มนวลขึ้นหลังการซัก เหมาะสำหรับใช้บำรุงรักษาเครื่องเป็นประจำ
5. HG ผงล้างเครื่องซักผ้าและเครื่องล้างจาน
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก HG เอชจี
เอชจี เซอร์วิส เอ็นจิเนียร์ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดภายในเครื่องซักผ้าและเครื่องล้างจานคุณภาพสูง ซึ่งผ่านการวิจัยและร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าในยุโรป มีคุณสมบัติเด่นในการขจัดคราบสกปรกสะสมจากสารซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม หินปูน และฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ตามตัวกรอง ลูกลอย และท่อน้ำทิ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันเครื่องเสื่อมสภาพและคงประสิทธิภาพการทำงานได้ดีเยี่ยม ที่สำคัญเป็นสูตรที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ แนะนำให้ใช้ทุก ๆ 3 เดือน
6. Astonish Cup Clean ผงทำความสะอาดอเนกประสงค์
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Astonish แอสโทนิช ขจัดคราบสกปรกฝั่งแน่น จากอังกฤษ สะอาด ง่าย ปลอดภัย
ผงทำความสะอาดสารพัดประโยชน์นำเข้าจากประเทศอังกฤษ ตัวนี้โดดเด่นด้วยพลังฟองฟู่จาก Oxy-Plus ที่ช่วยขจัดคราบฝังลึกในจุดที่ขัดไม่ถึง สำหรับการล้างเครื่องซักผ้าจะเหมาะมากกับเครื่องซักผ้าที่มีระบบทำน้ำร้อน (หรือเครื่องฝาบนที่สามารถเติมน้ำร้อนอุณหภูมิ 70-90 องศาเซลเซียสได้) พลังออกซิเจนจะทำงานร่วมกับน้ำร้อนเพื่อสลายคราบสกปรกและปล่อยทิ้งออกทางท่อระบายน้ำ นอกจากนี้ยังปลอดภัย ไร้สารเจือปน และยังประยุกต์ใช้ล้างคราบชา กาแฟ ในแก้วเซรามิกหรือกระบอกน้ำสเตนเลสได้ด้วย
7. PP Clean Wash พีพี คลีน วอช
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Peerapat Shop
ผงล้างเครื่องซักผ้าสูตรละลายน้ำก่อนใช้งานที่มีความคุ้มค่าสูง ปราศจากสารกัดกร่อนที่เป็นอันตรายต่อตัวเครื่องและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีคุณสมบัติเด่นในการละลายน้ำได้ดีเยี่ยม ไม่ทิ้งคราบสารเคมีตกค้างที่จะไปรบกวนการซักผ้าครั้งต่อไป ช่วยยับยั้งแบคทีเรีย เชื้อรา และล้างคราบฝังแน่นที่สะสมอยู่ภายในถังซักได้อย่างหมดจด ลดกลิ่นอับชื้นได้ดี สามารถใช้งานได้ดีทั้งกับเครื่องซักผ้าฝาหน้าและฝาบน
8. Jasmeen ผงล้างถังเครื่องซักผ้าต้านเชื้อแบคทีเรีย
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Jasmeen Thailand
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดถังซักส่งตรงจากประเทศต้นกำเนิดอย่างญี่ปุ่น มาพร้อมพลังออกซิเจนสูตรเข้มข้นสูง 7.2% ที่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรียสูงถึง 99.9% มีคุณสมบัติเด่นในการขจัดคราบตะกรันและคราบสกปรกฝังลึกได้อย่างรุนแรง แต่ไม่กัดกร่อนและไม่ระคายเคืองต่อผิวสัมผัส ช่วยดับกลิ่นอับและเพิ่มความสดชื่นภายในตัวถัง ละลายน้ำง่ายไร้สิ่งตกค้าง เหมาะสำหรับเครื่องซักผ้าฝาบนที่ต้องการการดูแลล้างถังอย่างล้ำลึก
9. โซจิพลัส ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องซักผ้า ชนิดผง
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ZojiPlus โซจิพลัส
ผงสลายคราบสกปรกฝังแน่น คราบผงซักฟอก และคราบน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ทำงานด้วยเม็ดสีฟ้า พลัง Oxy ผสานกับ Blue Active จุดเด่นคือให้กลิ่นหอมสะอาดสดชื่นของแร่ธาตุธรรมชาติอย่าง Mineral Sea Salt ช่วยดับกลิ่นอับชื้นในถังซักได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ได้ทั้งกับเครื่องซักผ้าฝาหน้าและฝาบน ตัวผงล้างออกง่าย สลายคราบได้หมดจด หมดกังวลเรื่องสารเคมีตกค้างในเสื้อผ้า
10. Seaways ผงทำความสะอาดเครื่องซักผ้า
ภาพจาก : Shopee Seaways Store TH
อีกหนึ่งแบรนด์ที่โดดเด่นด้วยสูตรออกซิเจนกำลังสูง 7.2% ที่ให้ประสิทธิภาพการทำความสะอาดล้ำลึกและขจัดตะกรันได้อย่างดีเยี่ยม มีอัตราการฆ่าเชื้อแบคทีเรียสูงถึง 99.9% โดยไม่ก่อให้เกิดการกัดกร่อนหรือระคายเคืองต่อวัสดุภายใน ช่วยปกป้องเครื่องจักรให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพยาวนานยิ่งขึ้น สารทำความสะอาดละลายน้ำได้ดี สดชื่นและดับกลิ่นอับได้อย่างยาวนาน สามารถใช้งานได้กับเครื่องซักผ้าทุกรุ่น ทั้งแบบฝาหน้าและฝาบน
ผงล้างเครื่องซักผ้า ใช้ยังไงให้เห็นผลที่สุด ?
แม้ว่าแต่ละยี่ห้อจะมีวิธีใช้ระบุไว้ข้างบรรจุภัณฑ์แตกต่างกันไปตามสูตร แต่อันนี้คือวิธีมาตรฐานที่ใช้แล้วเห็นผลดีที่สุด
- สำหรับเครื่องที่มีโหมดล้างถังซัก (Tub Clean): เทผงล้างเครื่องซักผ้าลงไปในถังซักโดยตรง (ไม่ต้องใส่ในช่องใส่ผงซักฟอก ยกเว้นบางยี่ห้อที่ระบุเฉพาะ) จากนั้นกดเปิดโปรแกรมล้างถังซัก แล้วปล่อยให้เครื่องทำงานจนจบกระบวนการ
- สำหรับเครื่องที่ไม่มีโหมดล้างถังซัก: ให้ตั้งโปรแกรมซักปกติ เลือกปริมาณน้ำสูงสุด (หากใช้น้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 40-60 องศาเซลเซียสได้จะดียิ่งขึ้นสำหรับบางสูตร) ปล่อยให้เครื่องปั่นไปประมาณ 5-10 นาทีเพื่อให้ผงละลาย จากนั้นกดหยุดเครื่องเพื่อ แช่ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง (หรือตามที่แบรนด์แนะนำ) แล้วค่อยกดให้เครื่องทำงานต่อจนจบโปรแกรมซัก-ล้าง-ปั่นหมาด
- หลังล้างเสร็จ: หากยังมีคราบสกปรกหลงเหลือค้างอยู่ตามก้นถัง ให้ใช้ผ้าสะอาดเช็ดออก และควรเปิดฝาเครื่องซักผ้าทิ้งไว้เพื่อระบายความชื้น ป้องกันการเกิดเชื้อราใหม่
สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาล้างเครื่องซักผ้าแล้ว
หลายคนอาจคิดว่าเครื่องซักผ้าทำหน้าที่ซักผ้าอยู่ทุกวัน จึงไม่น่าจะสกปรก แต่ในความเป็นจริง คราบผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม เส้นใยผ้า รวมถึงเชื้อราและแบคทีเรีย สามารถสะสมอยู่ภายในถังซักและตามซอกต่าง ๆ ได้ หากปล่อยไว้นาน นอกจากจะทำให้เครื่องทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพแล้ว ยังอาจส่งผลให้เสื้อผ้ามีกลิ่นอับหรือเกิดคราบสกปรกหลังซักได้อีกด้วย หากเครื่องซักผ้าของคุณเริ่มมีอาการต่อไปนี้ อาจถึงเวลาแล้วที่ควรล้างถังซัก
- ผ้าที่ซักเสร็จยังมีกลิ่นอับ: แม้จะใช้น้ำยาซักผ้าและน้ำยาปรับผ้านุ่มตามปกติ แต่เมื่อซักเสร็จกลับยังได้กลิ่นอับติดเสื้อผ้า สาเหตุอาจไม่ได้เกิดจากตัวผ้าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากเชื้อราและคราบสกปรกที่สะสมอยู่ภายในถังซัก ซึ่งส่งกลิ่นย้อนกลับมาติดเสื้อผ้าในระหว่างการซัก
- มีคราบดำหรือเศษสกปรกติดเสื้อผ้า: หากพบเศษสีดำ เมือก หรือคราบคล้ายยางติดอยู่บนเสื้อผ้าหลังซัก มักเป็นสัญญาณว่าคราบสกปรกภายในถังซักเริ่มหลุดออกมา จึงควรทำความสะอาดเครื่องซักผ้าโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้คราบเหล่านี้กลับมาติดเสื้อผ้าในรอบถัดไป
- เครื่องซักผ้ามีกลิ่นเหม็นเมื่อเปิดฝา: หากเปิดฝาเครื่องซักผ้าแล้วมีกลิ่นอับหรือกลิ่นเหม็นชื้น แม้จะไม่มีผ้าอยู่ในเครื่อง ก็อาจเกิดจากเชื้อราและแบคทีเรียที่สะสมอยู่บริเวณขอบยาง ถังซัก หรือท่อน้ำทิ้ง การล้างเครื่องซักผ้าจะช่วยลดกลิ่นและทำให้ภายในเครื่องสะอาดขึ้น
- ขอบยางหรือขอบถังมีคราบเมือก: โดยเฉพาะเครื่องซักผ้าฝาหน้า บริเวณขอบยางมักเป็นจุดที่น้ำขังและความชื้นสะสม ทำให้เกิดคราบเมือก เชื้อรา หรือจุดดำได้ง่าย หากเริ่มมองเห็นคราบเหล่านี้ ควรเช็ดทำความสะอาดและล้างถังซักพร้อมกัน
- ใช้งานมานานแต่ไม่เคยล้างถังซัก: หากซื้อเครื่องซักผ้ามาหลายปีและยังไม่เคยล้างถังซักเลย แม้จะยังไม่พบปัญหาชัดเจน ก็แนะนำให้ทำความสะอาดทันที เพราะสิ่งสกปรกอาจสะสมอยู่ภายในโดยที่มองไม่เห็น การล้างถังซักเป็นประจำจะช่วยรักษาประสิทธิภาพของเครื่องและลดโอกาสเกิดปัญหาในระยะยาว
วิธีดูแลเครื่องซักผ้าไม่ให้เกิดคราบสะสม
นอกจากการใช้ผงล้างเครื่องซักผ้าเป็นประจำแล้ว พฤติกรรมการใช้งานในแต่ละวันก็มีผลต่อความสะอาดของเครื่องเช่นกัน หากดูแลอย่างถูกวิธี จะช่วยลดการเกิดคราบสะสม ลดกลิ่นอับ และช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องซักผ้าได้อีกด้วย ดังนี้
- เปิดฝาเครื่องหลังซักทุกครั้ง: หลังซักผ้าเสร็จ ควรเปิดฝาเครื่องหรือประตูเครื่องทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้อากาศถ่ายเทและช่วยลดความชื้นภายในถังซัก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดเชื้อราและกลิ่นอับ
- เช็ดขอบยางและขอบฝาเป็นประจำ: สำหรับเครื่องซักผ้าฝาหน้า บริเวณขอบยางมักเป็นจุดที่มีน้ำขังและสะสมเศษผงซักฟอก เส้นใยผ้า รวมถึงเชื้อราได้ง่าย ควรใช้ผ้าแห้งหรือผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
- ทำความสะอาดช่องใส่ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่ม: ช่องใส่ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเป็นอีกจุดหนึ่งที่มักมีคราบตกค้าง หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจเกิดเชื้อราและทำให้เกิดกลิ่นอับได้ ควรถอดล้างด้วยน้ำสะอาดเป็นประจำ เพื่อป้องกันคราบสะสมและช่วยให้ผลิตภัณฑ์ละลายได้เต็มประสิทธิภาพ
- ล้างตัวกรองเศษผ้าเป็นประจำ: เครื่องซักผ้าหลายรุ่นมีตัวกรองสำหรับดักเส้นใยผ้าและสิ่งสกปรก หากปล่อยให้เต็ม อาจทำให้น้ำระบายได้ช้าลงและเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ แนะนำให้ตรวจสอบและทำความสะอาดตามคำแนะนำของผู้ผลิต
- ใช้ผงซักฟอกในปริมาณที่เหมาะสม: การใส่ผงซักฟอกหรือน้ำยาซักผ้ามากเกินไป ไม่ได้ทำให้ผ้าสะอาดขึ้น แต่กลับเพิ่มโอกาสเกิดคราบตกค้างภายในเครื่องซักผ้า ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสมกับน้ำหนักผ้าและคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์
- ล้างถังซักเป็นประจำ: แม้จะดูแลเครื่องซักผ้าเป็นอย่างดี แต่คราบสกปรกก็ยังสามารถสะสมได้ตามการใช้งาน จึงควรใช้ผงล้างเครื่องซักผ้าหรือผลิตภัณฑ์ล้างถังซักอย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือทุก 2-3 เดือนตามความถี่ในการใช้งาน เพื่อช่วยลดคราบสะสม เชื้อรา และกลิ่นอับ พร้อมรักษาประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องซักผ้าให้เหมือนใหม่อยู่เสมอ
การดูแลรักษาเครื่องซักผ้าให้สะอาดอยู่เสมอด้วย ผงล้างเครื่องซักผ้า เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเลย เพราะนอกจากจะช่วยให้เสื้อผ้าของเราสะอาดอย่างแท้จริง ไม่มีคราบดำและกลิ่นอับมากวนใจแล้ว ยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าจากการยืดอายุการใช้งานเครื่องซักผ้า ไม่ต้องส่งซ่อมหรือจ้างช่างมาถอดล้างบ่อย ๆ แนะนำว่าควรทำความสะอาดเป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อสุขอนามัยที่ดีของทุกคนในบ้าน
บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง