รวมวิธีทำความสะอาดบ้านสำหรับคนเป็นโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ เลือกน้ำยาแบบไหนไม่ระคายผิว ป้องกันมือด้วยอะไร พร้อมตารางทำความสะอาดลดสารก่อภูมิแพ้ในบ้านแบบครบจบ
ใครที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ หรือที่หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่า AD (Atopic Dermatitis) คงรู้ดีว่าแค่ใช้ชีวิตประจำวันธรรมดา ผิวก็พร้อมจะแดง คัน หรือมีผื่นขึ้นได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว แล้วยิ่งถ้าต้องมาทำความสะอาดบ้านด้วย ไม่ว่าจะถูพื้น ล้างห้องน้ำ หรือซักผ้า ก็ยิ่งเสี่ยงที่ผื่นจะกำเริบเข้าไปใหญ่ เพราะน้ำยาทำความสะอาดหลายชนิดมีทั้งกลิ่นหอม สารเคมีฤทธิ์แรง แถมยังต้องสัมผัสน้ำร้อนซ้ำ ๆ ซึ่งล้วนเป็นตัวกระตุ้นผื่นแพ้ผิวหนังตัวดีทั้งนั้น
แต่ข่าวดีคือ ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง บ้านสะอาด กับ ผิวไม่แพ้ เพราะแค่ปรับวิธีทำความสะอาด เลือกผลิตภัณฑ์ให้ถูก และดูแลผิวก่อน-หลังทำความสะอาดให้ดี ก็ช่วยลดความเสี่ยงผื่นกำเริบไปได้เยอะแล้ว วันนี้เลยจะมาแชร์วิธีทำความสะอาดบ้านสำหรับคนเป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังโดยเฉพาะ ใครที่กำลังปวดหัวเรื่องนี้อยู่ ตามไปดูกันได้เลย
ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังคืออะไร ทำไมต้องระวังเรื่องความสะอาดในบ้านเป็นพิเศษ
ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือ AD เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่เป็น ๆ หาย ๆ พบได้บ่อยตั้งแต่วัยเด็ก ผู้ป่วยมักมีผิวที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัวมากกว่าคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นอากาศร้อน เย็น แห้ง ชื้น เชื้อโรค หรือสารเคมีที่ระคายผิว ลักษณะผื่นมักเป็นผื่นแดง คันมาก บางครั้งมีตุ่มน้ำใสที่แตกแล้วกลายเป็นสะเก็ด และถ้าเป็นเรื้อรังผิวก็จะหนาแข็งและมีขุยขึ้นมา
สิ่งที่ทำให้ผื่นกำเริบง่ายขึ้นมีหลายอย่าง ทั้งฝุ่น ไรฝุ่น ขนสัตว์เลี้ยง เชื้อรา การเปลี่ยนแปลงของอากาศ เสื้อผ้าเนื้อหยาบ รวมถึงสบู่ ครีม โลชั่น และผงซักฟอกที่ใช้เป็นประจำ ซึ่งบางชนิดมีฤทธิ์ละลายไขมันบนผิวหรือมีส่วนผสมที่ก่อการระคายเคือง นี่จึงเป็นเหตุผลที่การทำความสะอาดบ้าน ซึ่งควรจะเป็นเรื่องดีต่อสุขภาพผิว กลับกลายเป็นตัวกระตุ้นผื่นแพ้ไปเสียเองถ้าเลือกวิธีและผลิตภัณฑ์ไม่ถูกต้อง
9 วิธีทำความสะอาดบ้าน
สำหรับผู้เป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
1. เลือกน้ำยาทำความสะอาดให้ถูก ไม่ใช่แค่ดูคำว่า “ไร้กลิ่น”
หลายคนอาจสับสนระหว่างคำว่า “ปราศจากน้ำหอม” “ไม่มีกลิ่น” และ “ปราศจากสารเคมี” บนฉลาก โดยทั่วไป ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าปราศจากน้ำหอมมักจะปลอดภัยที่สุด เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมซึ่งเป็นตัวกระตุ้นผื่นแพ้ที่พบบ่อย ส่วนผลิตภัณฑ์ที่เขียนว่า “ไม่มีกลิ่น” อาจมีสารเคมีที่ใช้ปกปิดหรือทำให้กลิ่นเป็นกลาง ซึ่งอาจระคายผิวได้เหมือนกัน ขณะที่คำว่า “ปราศจากสารเคมี” บางทีก็ยังมีน้ำมันหอมระเหยผสมอยู่เพื่อแต่งกลิ่น จึงควรอ่านฉลากให้ละเอียดก่อนเลือกซื้อ
สำหรับป้ายที่บอกว่า “ไฮโปอัลเลอร์เจนิก” ก็ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เพราะการทดสอบมักทำในผู้ใหญ่ ไม่ใช่เด็กหรือทารก จึงอาจยังมีสารระคายเคืองปริมาณน้อย ๆ หลงเหลืออยู่ นอกจากนี้ควรเลี่ยงสารเคมีฤทธิ์แรง เช่น สารฟอกขาวเข้มข้น แอมโมเนีย กรด และน้ำยาฆ่าเชื้อรุนแรง โดยสำหรับงานทำความสะอาดทั่วไปที่ไม่ต้องการฤทธิ์แรงมาก ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ชุบน้ำเปล่าก็เพียงพอแล้ว
2. ป้องกันมือและผิวด้วยถุงมือ ก่อนเริ่มลงมือทำความสะอาด
ระหว่างทำความสะอาด ผิวจะสัมผัสกับน้ำร้อน แรงเสียดสี และสารระคายเคืองต่าง ๆ ซึ่งทำให้เกราะป้องกันผิวที่บอบบางอยู่แล้วอ่อนแอลงไปอีก การใส่ถุงมือผ้าฝ้ายเป็นด่านแรกที่ช่วยดูดซับเหงื่อและลดการเสียดสีได้ดี ถ้าต้องทำงานที่ต้องโดนน้ำ เช่น ล้างห้องน้ำหรือถูพื้น ให้สวมถุงมือผ้าฝ้ายไว้ด้านในแล้วซ้อนด้วยถุงมือกันน้ำแบบหลวม ๆ อีกชั้น โดยเลือกถุงมือไวนิลหรือนีโอพรีนแทนถุงมือยาง เพราะน้ำยางอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ และควรพักถอดถุงมือทุก 15-20 นาทีเพื่อไม่ให้มืออับชื้นเกินไป
นอกจากนี้ ก่อนเริ่มทำความสะอาดทุกครั้ง ควรทาชั้นปกป้องผิวบาง ๆ อย่างปิโตรเลียมเจลลี่ ครีมทาผื่นผ้าอ้อม หรือครีมบำรุงผิวสูตรเข้มข้น ให้เหมือนใส่ “ถุงมือที่มองไม่เห็น” เพิ่มอีกชั้นหนึ่ง ก็ช่วยลดการสัมผัสสารระคายเคืองโดยตรงได้อีกทาง
3. เลือกเสื้อผ้าและอุปกรณ์ทำความสะอาดให้เป็นมิตรกับผิว
ระหว่างทำความสะอาด ควรใส่เสื้อแขนยาวเนื้อบางเบาที่ระบายอากาศได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นหรือสารระคายเคืองสัมผัสผิวโดยตรง และช่วยลดการระคายเคืองจากเหงื่อ ส่วนอุปกรณ์ทำความสะอาดก็ควรเลือกแบบที่มีด้ามจับยาว เช่น ไม้ถูพื้น แปรงขัดด้ามยาว หรือไม้ปัดฝุ่นแบบยืดได้ เพื่อสร้างระยะห่างระหว่างผิวกับพื้นผิวที่กำลังทำความสะอาด ลดทั้งการสัมผัสสารเคมีโดยตรงและแรงเสียดสีซ้ำ ๆ บนมือ
ผ้าไมโครไฟเบอร์เป็นอีกตัวช่วยที่ดี เพราะดักจับฝุ่นและสิ่งสกปรกได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งน้ำยาแรง ๆ แต่ควรซักผ้าเหล่านี้บ่อย ๆ ด้วยน้ำร้อนและผงซักฟอกสูตรไม่มีกลิ่น เพื่อฆ่าเชื้อและกำจัดสารตกค้าง และเลี่ยงการใช้ผ้าผืนเดียวกันซ้ำในจุดที่ปนเปื้อนสูง เช่น ห้องน้ำกับพื้นผิวเตรียมอาหาร
4. เปิดหน้าต่าง ระบายอากาศให้ดีทุกครั้งที่ทำความสะอาด
แม้ผิวจะไม่ได้สัมผัสน้ำยาทำความสะอาดโดยตรง แต่ละอองและไอระเหยในอากาศก็ยังกระตุ้นการระคายเคืองได้เหมือนกัน โดยเฉพาะพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทไม่ดี ไอระเหยจากน้ำยาทำความสะอาดจะสะสมจนกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่ระคายทั้งปอดและผิวหนัง วิธีง่าย ๆ คือเปิดหน้าต่างและประตูระหว่างทำความสะอาด แล้วปล่อยให้อากาศไหลเวียนต่อไปอีกอย่างน้อย 15-30 นาทีหลังทำเสร็จ
อีกเรื่องสำคัญก็คือ ควรเลี่ยงน้ำยาทำความสะอาดแบบสเปรย์ที่ฟุ้งกระจายเป็นละอองเล็ก ๆ ในอากาศได้ง่าย และให้เด็กหรือคนในบ้านที่ผิวบอบบางอยู่ห่างจากบริเวณที่กำลังทำความสะอาด หากพื้นที่ระบายอากาศได้จำกัดจริง ๆ การใส่หน้ากาก N95 ระหว่างใช้สารฟอกขาวหรือน้ำยาฆ่าเชื้อฤทธิ์แรงก็ช่วยลดการสูดดมไอระเหยได้
5. จัดการสารก่อภูมิแพ้ตัวร้าย ไรฝุ่น ขนสัตว์เลี้ยง เชื้อรา
นอกจากสารเคมีในน้ำยาทำความสะอาดแล้ว สารก่อภูมิแพ้ที่มองไม่เห็นอย่างไรฝุ่น ขนสัตว์เลี้ยง เชื้อรา และแมลงสาบ ก็เป็นตัวกระตุ้นผื่นแพ้ได้เช่นกัน ของเล่นนุ่ม ๆ และเสื่อเด็กเล่นควรซักด้วยน้ำร้อนอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ใช้ผงซักฟอกสูตรปราศจากน้ำหอมและสีย้อม ล้างน้ำซ้ำอีกรอบ และเลี่ยงน้ำยาปรับผ้านุ่มที่มีกลิ่นหอม ส่วนผ้าคลุมที่นอนและปลอกหมอนแบบกันไรฝุ่นก็ช่วยลดการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ระหว่างนอนหลับได้ดี
สำหรับบ้านที่เลี้ยงสัตว์ ควรดูดฝุ่นบริเวณที่สัตว์เลี้ยงใช้เวลาอยู่บ่อย ๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ไม่ให้สัตว์เลี้ยงเข้าไปในห้องนอน แปรงขนสัตว์เลี้ยงเป็นประจำโดยทำนอกบ้าน และใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีแผ่นกรอง HEPA เพื่อดักจับรังแคและสารก่อภูมิแพ้แทนที่จะทำให้ฟุ้งกระจาย นอกจากนี้ควรรักษาความชื้นในบ้านให้ต่ำกว่า 50% เพราะไรฝุ่นและเชื้อราชอบเจริญเติบโตในที่ชื้น
6. ดูแลผิวทันทีหลังทำความสะอาดเสร็จ ด้วยเทคนิค “แช่แล้วเคลือบ”
หลังทำความสะอาดเสร็จทุกครั้ง ควรล้างมือหรืออาบน้ำทันที เพราะการทำความสะอาดเป็นกิจกรรมที่ใช้แรงและมักทำให้เหงื่อออก จากนั้นให้ทาครีมบำรุงผิวภายในไม่กี่นาทีขณะที่ผิวยังชุ่มชื้นเล็กน้อย หรือที่เรียกว่าเทคนิค “แช่แล้วเคลือบ” (soak and seal) วิธีนี้ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นและซ่อมแซมเกราะป้องกันผิวได้ดีกว่าการทาครีมตอนผิวแห้งสนิท และควรทำให้เป็นนิสัยทุกครั้งที่ล้างมือ ไม่ใช่แค่หลังทำความสะอาดเท่านั้น
7. ลองทำน้ำยาทำความสะอาดเองจากของใกล้ตัว
ถ้าหาน้ำยาทำความสะอาดสำเร็จรูปที่ถูกใจไม่ได้ ลองผสมน้ำส้มสายชูขาวกับน้ำเปล่าในอัตราส่วน 1:1 ใช้เป็นน้ำยาอเนกประสงค์เช็ดพื้นผิวต่าง ๆ ได้ ส่วนเบกกิ้งโซดาก็เหมาะกับงานขัดถูคราบฝังแน่นหรือดับกลิ่นในซิงค์ครัว ข้อควรระวังคือแม้จะเป็นสูตรทำเอง ก็ควรเลี่ยงการเติมน้ำมันหอมระเหยเพื่อแต่งกลิ่น เพราะแม้จะเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ แต่ก็ยังสามารถระคายผิวได้เหมือนกัน ถ้าอยากได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ให้ใช้เปลือกมะนาวหรือเปลือกส้มแทน
8. เลือกผ้าปูที่นอน ผ้าม่าน และของแต่งบ้านให้ลดสารก่อภูมิแพ้
พรม หมอนอิง ผ้าคลุมเฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน และเครื่องนอน ล้วนเป็นแหล่งสะสมฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ชั้นดี ถ้าเป็นไปได้ ให้เลือกผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนจากผ้าฝ้ายหรือผ้าลินิน 100% แทนเส้นใยสังเคราะห์หรือขนสัตว์ หลีกเลี่ยงหมอนและผ้านวมไส้ขนเป็ด เปลี่ยนพรมปูพื้นเป็นพื้นไม้หรือพรมแบบซักได้ เลือกเฟอร์นิเจอร์หนังหรือไวนิลที่เช็ดทำความสะอาดง่ายแทนเฟอร์นิเจอร์หุ้มผ้า และพิจารณาเปลี่ยนผ้าม่านหนาเป็นมู่ลี่แบบม้วน เพื่อลดการสะสมของฝุ่นและลดความถี่ในการซักทำความสะอาด
9. จัดตารางทำความสะอาดบ้านให้เป็นระบบ ลดผื่นกำเริบในระยะยาว
การทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอช่วยลดโอกาสผื่นกำเริบได้มากกว่าการทำความสะอาดใหญ่นาน ๆ ครั้ง ลองแบ่งงานตามความถี่แบบนี้ดู
- ทุกวัน : เช็ดพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย เช่น ลูกบิดประตู สวิตช์ไฟ ด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์ชุบน้ำหมาด ๆ และเปิดเครื่องฟอกอากาศ ในห้องนอนหรือพื้นที่ส่วนกลาง
- ทุกสัปดาห์ : ซักผ้าปูที่นอนด้วยน้ำร้อน ดูดฝุ่นด้วยเครื่องดูดฝุ่น ถูพื้นด้วยน้ำอุ่นผสมน้ำส้มสายชูหรือน้ำยาทำความสะอาดสูตรอ่อนโยน และปัดฝุ่นทั่วบ้านอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
- ทุกเดือน : ซักหรือทำความสะอาดผ้าม่านและมู่ลี่ ทำความสะอาดถังซักผ้าด้วยน้ำร้อนเปล่า ๆ เพื่อขจัดคราบผงซักฟอกสะสม และซักหมอนกับผ้านวมทุก 4-6 สัปดาห์
- ทุก 3-6 เดือน : ทำความสะอาดที่นอนแบบล้ำลึกด้วยเครื่องดูดฝุ่น ตรวจสอบร่องรอยเชื้อราในห้องน้ำหรือห้องที่มีความชื้นสูง และซักหรืออบไอน้ำผ้าม่านกับพรมที่สะสมฝุ่นมานาน
การเป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังไม่ได้แปลว่าต้องปล่อยให้บ้านสกปรก หรือต้องทนเสี่ยงผื่นกำเริบทุกครั้งที่ทำความสะอาด แค่ปรับเปลี่ยนเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เลือกน้ำยาที่ปราศจากน้ำหอม สวมถุงมือป้องกันผิว ระบายอากาศให้ดี และดูแลผิวทันทีหลังทำความสะอาด ก็ช่วยลดโอกาสที่ผื่นจะกำเริบได้มากแล้ว ที่สำคัญคือการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ทั้งเรื่องฝุ่น ไรฝุ่น และขนสัตว์เลี้ยง ก็ช่วยให้บ้านน่าอยู่และเป็นมิตรกับผิวบอบบางในระยะยาวได้เหมือนกัน
บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
- เคล็ดลับซักผ้า รู้ก่อนซัก ! วิธีง่าย ๆ ลดกลิ่นอับ เสื้อผ้าหอมสดชื่นทั้งวัน
- ล้างแอร์ อย่างไรให้แอร์เย็นขึ้น ลดกลิ่นอับ และยืดอายุการใช้งาน
- แจกสูตรลับระเบิดกลิ่นอับ เปลี่ยนห้องเหม็นเป็นห้องหอมสดชื่นในพริบตา งบหลักสิบก็เอาอยู่
- 12 ทริกทำความสะอาดบ้านง่าย ๆ ทำตามได้จริง บ้านสะอาดไวแบบไม่ต้องเหนื่อย
- รวมวิธีทำความสะอาดพื้นแต่ละแบบ เคล็ดลับบ้านสะอาด ใช้ได้จริง
- รวม 10 วิธีดูแลบ้านให้สะอาดน่าอยู่ ด้วยเคล็ดลับใกล้ตัวที่ช่วยประหยัดแรง
ขอบคุณข้อมูลจาก : everydayhealth.com, nationaleczema.org, dranamaria.com, sheilakilbane.com, my.clevelandclinic.org, thainakarin.co.th, si.mahidol.ac.th






