10 วิธีปลูกผักไว้เก็บกินเองที่บ้าน ลดเสี่ยงอันตรายจากสารเคมีตกค้างสูง !!

          ปลูกผักไว้กินเองที่บ้าน ถ้าไม่อยากเสี่ยงอันตรายจากสารเคมีตกค้างในผักสูง ลองมาปลูกผักไว้กินเองที่บ้านกัน ส่วนจะมีวิธีการปลูกอย่างไร ก็ตามไปชมพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

          เชื่อว่าคนที่ชอบกินผักต้องมีสะดุ้งกันบ้างเล็กน้อย เพราะเมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมอนามัย ได้ออกมาเปิดเผยว่า ผักสดหลายชนิดในท้องตลาด ได้แก่ กวางตุ้ง คะน้า ถั่วฝักยาว พริก แตงกวา กะหล่ำปลี ผักกากขาวปลี ผักบุ้งจีน มะเขือ และผักชี  มีสารเคมีตกค้างอยู่สูง ดังนั้นถ้าหากใครคิดจะกินผักใบเขียวเพื่อช่วยเสริมให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงละก็ คงต้องมีร้อน ๆ หนาว ๆ กับอันตรายที่ติดมาจากสารเคมีกันบ้าง

 

          อย่างไรก็ตาม จะให้ทุกคนบอกลาการกินผักใบเขียวไปเลยก็คงจะไม่ใช่เรื่อง ฉะนั้นวันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอเชิญชวนให้ทุกคนลองหันมาปลูกผักในกระถางไว้กินเองที่บ้านแทน รับรองเลยว่าปลูกง่าย ดูแลไม่ยาก ได้รับประโยชน์ตรงตามต้องการ ที่สำคัญไร้สารเคมีตกค้างชัวร์ เพราะเราปลูกเองกับมือมั่นใจได้แน่นอน

 

1. กวางตุ้ง

          วิธีปลูกกวางตุ้งในกระถาง ขั้นตอนแรกให้พรวนดินให้พร้อม กำจัดวัชพืชให้หมด แล้วนำปุ๋ยคอกมาผสม จากนั้นให้หย่อนเมล็ดลงในกระถางเพาะกล้า รดน้ำ และใส่ปุ๋ย เสร็จแล้วก็รอจนกระทั่งต้นสูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร แล้วค่อยย้ายลงไปปลูกในกระถางใหญ่ที่เตรียมไว้อีกที ใช้เวลาประมาณ 20-25 วัน ถึงจะเก็บเกี่ยวได้

 

           โดยต้นกวางตุ้งสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี โตได้ดีในดินทุกชนิด แต่จะชอบดินร่วนปนทรายที่มีความชื้นสูงเป็นพิเศษ ต้องการน้ำค่อนข้างมาก อย่างน้อยวันละประมาณ 1 ครั้ง มีโรคและแมลงรบกวนบ้างเล็กน้อย แต่ที่น่าสนใจคือมีประโยชน์เพียบ ไม่ว่าจะเป็นช่วยเสริมสร้างกระดูก ฟัน และภูมิคุ้มกันร่างกาย ช่วยบำรุงสายตา ช่วยในการขับถ่าย ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดตามข้อ อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการอาหารที่ร่างกายต้องการ และอื่น ๆ อีกมากมายเลยค่ะ

2. คะน้า

          วิธีปลูกคะน้าในกระถาง ขั้นตอนแรกให้เตรียมดินด้วยการผสมดินร่วน 1 ส่วน ทราย 1 ส่วน ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 1 ส่วน และขี้เถ้าแกลบหรือขุยมะพร้าวหรือใบไม้แห้ง 1 ส่วน (แต่หากไม่สะดวกผสมดินเอง สามารถใช้ดินสำเร็จรูปแทนได้) จากนั้นก็ใส่ลงไปในกระถางแบบไม่ต้องเต็มมาก เสร็จแล้วหย่อนเมล็ดคะน้าตามลงไป หลังจากนั้นเติมดินกลบได้ตามต้องการ ใช้เวลาประมาณ 45-60 วัน จึงเก็บเกี่ยวได้ แต่ถ้าหากจะปลูกคะน้าซ้ำในกระถางเดิม ควรผสมดินใหม่

 

          ส่วนสำหรับการดูแล คะน้าเป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ โดยต้องรดให้ชุ่มชื้นทั่วกระถางทุก ๆ เช้า-เย็น หมั่นกำจัดวัชพืชและพรวนดินบ่อย ๆ วางในบริเวณที่มีแสงเพียงพอ ส่วนปุ๋ยที่นำมาบำรุงต้นควรเป็นปุ๋ยที่ธาตุไนโตรเจนสูง ส่วนถ้าหากใครอยากรู้ประโยชน์และสรรพคุณสุดแจ่มของคะน้าละก็ สามารถตามไปดูได้ที่นี่เลยค่ะ  

 

          - 7 ประโยชน์ของคะน้า ผักใบเขียวเปี่ยมคุณค่า บำรุงสายตา ต้านมะเร็ง

 

3. ถั่วฝักยาว

          วิธีปลูก ถั่วฝักยาว ในกระถาง ขั้นตอนแรกให้เตรียมดินปลูกให้เหมาะสมด้วยการพราวนหน้าดินแล้วตากแดดทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ ดินที่เหมาะกับการปลูกมากที่สุดคือดินร่วนปนทรายผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ ไม่มีตำหนิ โรยลงไปในหลุมดินลึก 5 เซนติเมตร แล้วกลบให้สนิทพร้อมกับรดน้ำทันที สัปดาห์แรกควรรดน้ำทุกวัน วันละ 1 ครั้ง (หรือแล้วแต่สภาพอากาศ) ประมาณ 1 สัปดาห์ จะเริ่มเห็นยอดต้นอ่อน เมื่อต้นเริ่มโต ลดการให้น้ำลงเหลือ 4-6 วันต่อครั้งก็พอ โดยใช้เวลาในการปลูกประมาณ 55 วันจึงเก็บเกี่ยวได้  

 

          สำหรับการดูแลเมื่อต้นมีอายุได้ 15 วัน ให้เริ่มใส่ปุ๋บบำรุง โดยเน้นสูตรที่มีธาตุฟอสฟอรัสสูง พร้อมกับหมั่นกำจัดวัชพืชบ่อย ๆ และควรทำค้างหรือนั่งร้านเพื่อให้ถั่วฝักยาวได้เลื้อยเกาะด้วย โดยต้องบอกเลยว่าถั่วฝักยาวเป็นพืชที่เหมาะจะปลูกไว้กินเองมาก ๆ เพราะอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการอาหารมากมาย นำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย แถมยังช่วยดูแลผิวพรรณ บำรุงสายตา กระดูก และฟัน ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และช่วยป้องกันเบาหวานได้ด้วย

 

          - ถั่วฝักยาว ประโยชน์ไม่ธรรมดา สรรพคุณทางยาไม่น้อยหน้าใคร !

 

4. พริก

          วิธีปลูกพลิกในกระถาง ขั้นตอนแรกให้นำพริกแช่ในน้ำอุ่นประมาณ 1 วัน เสร็จแล้วตากแดดให้แห้ง ½ วัน จากนั้นก็แกะเอาเมล็ดมาปลูก ต่อมาเตรียมดินให้พร้อม โดยควรใช้เป็นดินร่วนปนทรายผสมกับปุ๋ยหมัก จากนั้นขุดหลุมดินในกระถางลึก ½ นิ้ว แล้วหย่อนเมล็ดลงไป 3-4 เมล็ดต่อหลุม ก่อนกลบดินและรดน้ำให้ชุ่ม และวางไว้ในที่มีแดด เมื่อต้นกล้าสูงประมาณ 6 นิ้วขึ้นไป จึงทำการย้ายเฉพาะต้นกล้าที่แข็งแรงไปปลูกในกระถางใหญ่

 

          สำหรับการดูแลให้หมี่นรดน้ำทุกเช้า-เย็น ใส่ปุ๋ยเดือนละครั้ง พรวนดินเดืนอละครั้งพร้อมกับกำจัดวัชพืช ซึ่งปกติแล้วพริกจะให้ผลผลิตประมาณเดือนที่ 2-3 ของการปลูก เรียกได้ว่าไม่นานก็ได้นานพริกที่เราปลูกเองไว้กินแล้ว อ้อ แล้วต้องบอกเลยนะคะว่านอกจากจะช่วยปรุงรสอาหารให้แซ่บขึ้นแล้ว พริกยังมีประโยชน์ที่น่าสนใจอีกเพียบ ตามไปดูกันเองได้เลยค่ะ

   

           - 13 ประโยชน์ของพริก ความแซ่บที่ซ่อนสรรพคุณสุดจี๊ดไว้มากมาย

 

5. แตงกวา

          วิธีปลูกแตงกวาในกระถาง ขั้นตอนแรกให้คัดเลือกเมล็ดแตงกวาที่สมบูรณ์และแข็งแรง จากนั้นนำไปเพาะกล้าในกระถางใบเล็ก โดยใช้ดินร่วนปนทรายผสมปุ๋ยหมักในอัตราส่วน 50:50 ขุดหลุมลึก 1.2 เซนติเมตร เสร็จแล้วโรยเมล็ดลงในหลุม หลุมละประมาณ 4-5 เมล็ด รดน้ำให้ชุ่ม แต่อย่าให้แฉะ เช็กการระบายน้ำให้ดี จากนั้นนำไปวางให้โดนแสงแดด และรอจนกระทั่งต้นโตประมาณ 5-7 เซนติเมตร ก็คัดเลือกต้นกล้าที่แข็งแรงไปปลูกในกระถางใหญ่ที่ใส่ดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี สุดท้ายอย่าลืมนำแท่งไม้มาปักไว้เพื่อให้ต้นแตงกวาพันเลื้อย ก็จะเป็นอันเสร็จเรียบร้อย โดยสามารถเก็บเกี่ยวได้หลังปลูกประมาณ 60 วัน

 

           ดูแลโดยการหมั่นรดน้ำให้ชุ่มแต่ไม่แฉะเฉพาะบริเวณโคนต้น ระวังอย่าให้โดนเถาหรือลำต้น เพราะจะทำให้ต้นเน่าได้ และรีบระบายน้ำออกหากมีน้ำขัง นำกระถางมาวางให้โดนแดดอย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมง นอกจากนี้ควรหมั่นใส่ปุ๋ยและพรวนดินเพื่อป้องกันวัชพืช

 

6. กะหล่ำปลี

          วิธีปลูกกะหล่ำปลี ขั้นตอนแรกให้ทำการเตรียมดิน โดยตากแดดทิ้งไว้ 5-7 วัน เสร็จแล้วนำดินที่ได้มาผสมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก จากนั้นขุดหลุมแล้วหยอดเมล็ดลงไป เมื่อเติบโตเป็นต้นกล้าหลังจากวันแรกที่ปลูกได้ประมาณ 4-6 สัปดาห์ หรือมีใบจริงงอก 5-6 ใบ ค่อยย้ายลงกระถาง ส่วนระยะการเก็บเกี่ยวก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ หากเป็นสายพันธุ์เบาใช้เวลา 50-60 วัน สายพันธุ์หนักอยู่ที่ 90-120 วัน

 

          สำหรับการดูแล กะหล่ำปลีเป็นพืชรากตื้นจึงควรรดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง เพื่อให้หน้าดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ แต่ควรระวังไม่ให้ดินชื้นเกินไป เพราะจะทำให้รากเน่าได้ พร้อมกับคอยกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ควรหมั่นใส่ปุ๋ยเป็นระยะ ระยะแรกคือใส่ปุ๋ยรองก้นกระถางก่อนปลูก ครั้งที่สองใส่ปุ๋ยคอกหลังย้ายกล้าปะมาณ 14-20 วัน และครั้งที่ 3 ใส่ปุ๋ยหลังย้ายกล้าประมาณ 35-45 วัน

 

          - ประโยชน์กะหล่ำปลี ผักดีต้องทาน กับคุณค่าทางโภชนาการอันยอดเยี่ยม

          - 12 เมนูกะหล่ำปลี เปลี่ยนอาหารจานผักให้ไม่น่าเบื่อ

 

7. ผักกาดขาวปลี

          เนื่องจากผักกาดขาวปลีเป็นผักเมืองหนาว พื้นที่ที่จะปลูกควรมีอากาศเย็น โดยมีอุณหภูมิอยู่ที่ระหว่าง 18-20 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส อาจทำให้เติบโตช้า ปลีหลวม และมีรสขม ส่วนวิธีปลูกนั้นเริ่มจากนำดินร่วนมาตากแดดทิ้งไว้ก่อน 14 วัน จากนั้นนำดินใส่กระถาง แล้วขุดหลุมสำหรับหยอดเมล็ด โดยหยอดไม่เกิน 2-3 เมล็ดต่อหลุม และปลูกในบริเวณที่ได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน ซึ่งจะเก็บเกี่ยวได้เมื่อต้นมีอายุประมาณ 60 วัน สำหรับการดูแลก็คือหมั่นรดน้ำเป็นประจำอย่าให้ขาด วันละ 2 ครั้ง ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเพื่อบำรุงต้น และหมั่นพรวนดินเพื่อกำจัดวัชพืช

 

          - 7 เมนูจากผักกาดขาว อร่อยย่อยง่ายไม่จำเจ ผักเน้น ๆ

 

8. ผักบุ้งจีน

          วิธีปลูกผักบุ้งจีน เริ่มจทกเตรียมเมล็ดด้วยการนำไปแช่น้ำประมาณ 8-12 ชั่วโมง (ถ้าเมล็ดลอยน้ำในช่วง 5-10 นาทีแรก ให้คัดออกทันที เนื่องจากเป็นเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์) จากนั้นขั้ผสมดินร่วนปนทรายปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี เสร็จแล้วเทใส่กระถางพร้อมกับขุดหลุมแล้วหยอดเมล็ดลงไป เกลี่ยดินกลบ และรดน้ำให้ชุ่ม หลังการปลูก 7-10 วันแรกให้พรวนดินและโรยปุยคอกตาม ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวอยู่ที่ 20-25 วัน

 

          ระหว่างการปลูกควรระน้ำวันละ 2 ครั้ง เพราะทำให้ดินมีความชุ่มชื่นอยู่ตลอด ยกเว้นในหน้าฝนควรรดเฉพาะวันที่ไม่มีฝนหรือฝนทิ้งช่วง ส่วนเคล็ดลับในการเก็บผักบุ้งให้สวยงามก็คือ รดน้ำแล้วถอดทั้งต้น ระวังอย่าให้รากขาดมาก แค่นี้ก็พร้อมนำไปทำอาหารอร่อย ๆ กินแล้ว ซึ่งสามารดูเมนูพร้อมวิธีทำ และสรรพคุณเด็ด ๆ ของผักชนิดนี้ได้เลย

 

           - ผักบุ้ง สรรพคุณจัดเต็ม บำรุงสายตา ลดเบาหวาน ของดีที่หาทานได้ใกล้ตัว

           - 5 เมนูจากผักบุ้ง เนรมิตเมนูอร่อยจากผักสีเขียว

 

9. มะเขือ

          วิธีปลูกมะเขือในกระถาง ไม่ว่าจะเป็นมะเขือชนิดไหนก็ให้เริ่มด้วยการผสมดินปลูกกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก แล้วหยอดเมล็ดลงไปเพาะกล้า จากนั้นกลบหน้าดินให้หนาประมาณ 0.6-1.2 เซนติเมตร ดูแลรดน้ำจนกระทั่งต้นกล้ามีอายุ 30 วัน ก็ให้ย้ายกระถางปลูก โดยในระหว่างการย้ายต้องพยายามให้มีดินติดกับรากมากที่สุด เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่ม พรางแสงแดดเล็กน้อยในช่วงแรก ๆ หลังจากนั้นค่อยปล่อยให้โดนแสงแดดอย่างเต็มที่ ดูแลรดน้ำสม่ำเสมอ อย่าให้แห้ง แต่ก็อย่าให้แฉะ พรวนดินและกำจัดวัชพืชบ่อย ๆ สักประมาณ  60-85 วัน ก็จะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ค่ะ

 

              - มะเขือเปราะ ผักพื้นบ้าน สรรพคุณต้านเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด !

 

10. ผักชี

          วิธีปลูกผักชีในกระถางทำได้ง่ายมาก ๆ เริ่มจากบดเมล็ดผักชีให้แตกแล้วนำไปแช่น้ำประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นนำไปตากให้แห้ง คลุกกับทรายหรือขี้เถ้าจนเมล็ดเริ่มงอก จึงนำไปปลูกลงในกระถาง ใช้ฟางคลุมเล็กน้อย สุดท้ายรดน้ำให้ชุ่ม

 

          ระหว่างการเติบโตดูแลโดยรดน้ำวันละประมาณ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ปล่อยให้โดนแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าบ้าง และเมื่อต้นแตกใบก็ให้ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ในอัตราส่วน 3-4 ช้อนต่อน้ำ 1 ปี๊บ ไม่นานประมาณ 30-45 วัน ผักชีก็จะเริ่มให้ผลผลิตแล้วค่ะ ซึ่งนอกจากจะนำไปปรุงอาหารให้มีรสชาติเอร็ดอร่อยแล้ว ต้องบอกเลยว่าผักชียังมีสรรพคุณทางยาช่วยบำรุงกระเพาะ บำรุงสายตา ลดน้ำตาลในเลือด และขับลมพิษได้อีกด้วยนะคะ

 

          - ผักชี สรรพคุณขึ้นชื่อ ความดีเลื่องลือถึงต่างชาติ

 

          นอกจากการปลูกผักกินเองแล้ว อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้มีผักสด ๆ ไว้กินอย่างปลอดภัย หมดห่วงเรื่องสารเคมีตกค้างก็คือ การล้างผักให้สะอาดก่อนนำมาทำอาหาร ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคต่าง ๆ ได้อีกทาง ซึ่งสามารถชมวิธีการล้างผักให้สะอาดได้ตามนี้เลย 9 วิธีล้างผักผลไม้ให้สะอาด ลดอันตรายจากสารปนเปื้อน !

 

เรื่องที่คุณอาจสนใจ
10 วิธีปลูกผักไว้เก็บกินเองที่บ้าน ลดเสี่ยงอันตรายจากสารเคมีตกค้างสูง !! โพสต์เมื่อ 7 สิงหาคม 2561 เวลา 12:24:24 18,612 อ่าน
TOP